แชร์

เจาะลึกรอบ Intake มหาวิทยาลัยออสเตรเลีย ต่างจากไทยยังไง?

35 ผู้เข้าชม


เจาะลึกระบบ Intake มหาวิทยาลัยออสเตรเลีย

ต่างจากไทยยังไง?

และควรสมัครรอบไหนดี?

 

ใครที่กำลังวางแผนเรียนต่อออสเตรเลีย คงเคยได้ยินคำว่า 'Intake' ผ่านหูกันมาบ้าง แล้วคำว่า Intake หมายถึงอะไร และแต่ละรอบแตกต่างกันอย่างไร? นอกจากการเลือกคอร์สและมหาวิทยาลัยแล้ว การเลือกช่วงเวลาเริ่มเรียนก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ เพราะอาจส่งผลต่อหลักสูตรที่เปิดรับ โอกาสสมัครทุน ระยะเวลาเตรียมคะแนนภาษา รวมถึงแผนยื่นวีซ่านักเรียน

 

Intake คืออะไร? 

 

Intake คือ รอบการเปิดภาคการศึกษา หรือรอบที่มหาวิทยาลัยเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ให้เข้าไปเรียนนั่นเอง

ต่างจากระบบมหาวิทยาลัยในไทยที่มักมีการเปิดรับนักเรียนใหม่เพียงปีละครั้ง ถ้าหลุดรอบนี้ไปทีคืออาจต้องรอยาวไปปีหน้าเลย มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียส่วนใหญ่เปิดรับนักเรียนใหม่ปีละ 2 รอบหลัก บางมหาวิทยาลัยอาจมีรอบเพิ่มเติม ในช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม หรือพฤศจิกายน แต่จำนวนหลักสูตรที่เปิดรับมักน้อยกว่าสองรอบหลัก 

 

ข้อดีของระบบ Intake มหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลีย

  • วางแผนเรียนต่อได้ยืดหยุ่นกว่า ไม่จำเป็นต้องรอปีถัดไปหากพลาดรอบสมัครแรกของปี
  • เลือกช่วงเวลาเรียนให้เหมาะกับการเตรียมตัวได้
  • มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ มักมอบทุนการศึกษา ในทุกๆ Intake หลัก

    อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยและทุกสาขาวิชาจะเปิดครบทั้ง 3 Intake ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยโดยตรงเสมอ หรือทักพี่ๆ เอดูยัง ให้ช่วยดู Intake ที่เปิดรับในสาขานั้นๆ ได้เลย


Image : Unsplash

 

เปรียบเทียบ 3 Intakes หลักของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย

 

1. February Intake รอบกุมภาพันธ์ (Semester 1)

เปิดเทอมใหญ่ ตัวเลือกหลักสูตรเพียบ ทุนการศึกษาเยอะ แคมปัสคึกคัก

จุดเด่นของรอบกุมภาพันธ์

  • เป็นภาคการศึกษาหลัก คณะ/หลักสูตรเปิดมากที่สุด (สาขายอดฮิตอย่าง Medicine, Nursing, หรือสาย Health ต่างๆ มักเปิดเฉพาะรอบนี้)
  • มีสัดส่วนโควตาทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติค่อนข้างหลากหลายกว่า
  • กิจกรรมต้อนรับ Orientation นักเรียนใหม่จัดเต็ม เจอเพื่อนใหม่เยอะแน่นอน
เนื่องจากเป็นรอบใหญ่และยอดนิยม การแข่งขันจึงสูงกว่ารอบอื่น โดยเฉพาะหลักสูตรที่จำกัดจำนวนที่นั่งอาจเต็มเร็ว อาจจะต้องเตรียมตัวสมัครเรียนแบบข้ามปีเลยทีเดียว รวมถึงการแข่งขันชิงทุนการศึกษากับแคนดิเดตคนอื่นๆ ในรอบสมัครเดียวกัน

เหมาะสำหรับใครบ้าง?

นักเรียนที่วางแผนยื่นเรียนต่อ ป.ตรี / ป.โท ที่เตรียมตัวเอกสารใบจบ ผลภาษา พร้อมสมัครเรียนตั้งแต่ปลายปี

ช่วงเวลาที่ควรเริ่มเตรียมตัว: July - September

 

2. July Intake รอบกรกฎาคม (Semester 2)

รอบกลางปีที่เข้ากับไทม์ไลน์ของนักเรียนไทย และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น หลายคนเข้าใจผิดว่ารอบนี้เป็นรอบเล็ก แต่ในความเป็นจริง มหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวนมากยังคงเปิดรับนักศึกษาต่างชาติในรอบนี้อย่างเต็มรูปแบบ

จุดเด่นของรอบกรกฎาคม

  • มหาวิทยาลัยเปิดรับเกือบทุกสาขา การแข่งขันน้อยกว่ารอบ February เล็กน้อย  
  • Timeline พอดีกับเด็กไทย สำหรับน้องๆ ม.6 ที่จบช่วงมีนาคม-เมษายน หรือคนเรียนจบ ป.ตรี ช่วงต้นปี สามารถเตรียมเอกสารใบจบ ผลภาษา พร้อมสมัครเรียน ยื่นวีซ่า แล้วบินไปเรียนต่อรอบกรกฎาคมได้ทันที ทำให้ไม่มี Study Gap ยาวเกินไป

เหมาะสำหรับใครบ้าง?
เหมาะมากสำหรับน้องๆ ม.6 ที่จบจากโรงเรียนไทย, เด็กจบใหม่ ป.ตรี หรือวัยทำงานที่กำลังหาโอกาสอัปเกรดโปรไฟล์ ด้วยการเรียนต่อ ป.โท ที่ต้องการเวลาเพิ่มสำหรับสอบ IELTS หรือ PTE เตรียมเอกสาร และวางแผนค่าใช้จ่าย

ช่วงเวลาที่ควรเริ่มเตรียมตัว: January - April


3. September, October หรือ November Intake รอบปลายปี (Semester 3)

จริง ๆ แล้ว ช่วงนี้คือช่วง Summer Semester ของนักเรียนปัจจุบัน นักเรียนส่วนใหญ่จะพักเบรก หรือไม่ก็เก็บวิชาเรียนบางตัวที่เปิดสอน ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดรับนักเรียนใหม่ใน Semester 3 ด้วย

ข้อดีคือช่วยให้นักเรียนที่เตรียมเอกสาร หรือสอบภาษาเสร็จช่วงกลางปี ไม่ต้องเสียเวลารอไปจนถึงต้นปีถัดไป จำนวนนักเรียนในรอบนี้ไม่แน่นเท่า 2 รอบแรก การแข่งขันน้อยกว่า ซึ่งก็อาจทำให้เจอเพื่อนน้อยตาม 
และช้อยส์มหาวิทยาลัย/สาขาวิชา มีค่อนข้างจำกัด

เหมาะสำหรับใครบ้าง?

เหมาะกับนักเรียนที่เตรียมเอกสารและคะแนนภาษาพร้อมช่วงกลางปี และอยากเริ่มเรียนให้เร็วที่สุดภายในปีนั้นๆ หรือใครที่ที่อยากมาปรับตัวการใช้ชีวิตในออส แบบชิลๆ ก่อนเจอเพื่อนใหม่ เทอมหน้า

ช่วงเวลาที่ควรเริ่มเตรียมตัว: April - July 

 

เลือก Intake ไหนดีที่สุด?

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละบุคคล ลองดูเช็คลิสต์ ว่าเหมาะกับ Intake ไหน ตามนี้เลย!
  • เช็คหลักสูตร ทุนการศึกษา และมหาวิทยาลัยใจดวงใจ
ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยจะเปิดรับทุกหลักสูตรในทุก Intake บางคณะ เช่น Health Sciences, Nursing, Engineering หรือหลักสูตรเฉพาะทางอื่นๆ อาจเปิดรับเฉพาะ February Intake เท่านั้น และบางสาขามีจำนวนที่นั่งจำกัด ทำให้การสมัครล่วงหน้ามีโอกาสเลือกหลักสูตรและวางแผนได้ง่ายกว่า
  • เช็คโปรไฟล์และคะแนนภาษาอังกฤษ พร้อมแล้วหรือยัง?

การสมัครเรียนต่อออสเตรเลีย นอกจากเอกสารการเรียน อย่าง ใบทรานสคริปต์, ใบจบการศึกษา แล้ว ผลคะแนนภาษาอังกฤษ เช่น IELTS หรือ PTE ก็เป็นอีกสิ่งสำคัญในการสมัครเรียน โดยทั่วไปแล้วมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียส่วนใหญ่จะขอคะแนน Academic IELTS อยู่ที่ Overall 6.5 (แต่ในบางสาขาเช่น Nursing, Teaching, Social Work ใช้คะแนนอยู่ที่ overall 7.0)

หากคิดว่ายังต้องใช้เวลาเตรียมสอบ หรืออาจต้องสอบมากกว่า 1 ครั้ง การเลือกรอบที่มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น เช่น July Intake ก็ช่วยลดความกดดันได้ไม่น้อย

ในกรณีที่หลายคนคะแนน IELTS ขาดไปนิดหน่อย (เช่น ได้ 6.0 แต่อยากเข้าคอร์สที่ใช้ 6.5) ทำให้ต้องลงคอร์สภาษาปรับพื้นฐานก่อน ยิ่งต้องวางแผนล่วงหน้าให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าเรียนคอร์สมหา'ลัยใน Intake ที่เลือกไว้แต่ต้นได้ 

  • เช็คระยะเวลาเตรียมตัวเอกสารและรอผลพิจารณาวีซ่านักเรียน

 ปัจจุบัน ทางอิมมิเกรชันออสเตรเลีย มี ระบบจัดลำดับความสำคัญ (Visa Processing Priorities) ที่ชัดเจน ซึ่งไม่ได้พิจารณาแค่ตามคิว แต่จะพิจารณาตามคอร์สเรียน และสถาบันการศึกษา  เซฟๆ เลยควรวางแผนและเตรียมตัวล่วงหน้า อย่างน้อย 4–6 เดือน ก่อนวันเปิดเทอมจริง


 

เตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้ตุ๊บ Intake ที่ใช่?

การเรียนต่อออสเตรเลีย ยิ่งเริ่มวางแผนเร็ว ยิ่งได้เปรียบ! อย่าชะล่าใจรอให้มหาวิทยาลัยใกล้เปิดรับสมัครแล้วค่อยเริ่มขยับตัว เพราะขั้นตอนการเตรียมสอบภาษา การแปลเอกสาร และการอนุมัติวีซ่านักเรียนต้องใช้เวลา

ทักมาปรึกษาพี่ๆ เอดูยัง ทีมงานมืออาชีพด้านการเรียนต่อออสเตรเลีย ตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ช่วยเช็คโปรไฟล์ ทุนการศึกษา มหาวิทยาลัย และหลักสูตร และวางไทม์ไลน์ให้ไม่พลาด

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy