เจาะลึกรอบ Intake มหาวิทยาลัยออสเตรเลีย ต่างจากไทยยังไง?

เจาะลึกระบบ Intake มหาวิทยาลัยออสเตรเลีย
ต่างจากไทยยังไง?
และควรสมัครรอบไหนดี?
ใครที่กำลังวางแผนเรียนต่อออสเตรเลีย คงเคยได้ยินคำว่า 'Intake' ผ่านหูกันมาบ้าง แล้วคำว่า Intake หมายถึงอะไร และแต่ละรอบแตกต่างกันอย่างไร? นอกจากการเลือกคอร์สและมหาวิทยาลัยแล้ว การเลือกช่วงเวลาเริ่มเรียนก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญ เพราะอาจส่งผลต่อหลักสูตรที่เปิดรับ โอกาสสมัครทุน ระยะเวลาเตรียมคะแนนภาษา รวมถึงแผนยื่นวีซ่านักเรียน
Intake คืออะไร?
Intake คือ รอบการเปิดภาคการศึกษา หรือรอบที่มหาวิทยาลัยเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ให้เข้าไปเรียนนั่นเอง
ต่างจากระบบมหาวิทยาลัยในไทยที่มักมีการเปิดรับนักเรียนใหม่เพียงปีละครั้ง ถ้าหลุดรอบนี้ไปทีคืออาจต้องรอยาวไปปีหน้าเลย มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียส่วนใหญ่เปิดรับนักเรียนใหม่ปีละ 2 รอบหลัก บางมหาวิทยาลัยอาจมีรอบเพิ่มเติม ในช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม หรือพฤศจิกายน แต่จำนวนหลักสูตรที่เปิดรับมักน้อยกว่าสองรอบหลัก
ข้อดีของระบบ Intake มหาวิทยาลัยที่ออสเตรเลีย
- วางแผนเรียนต่อได้ยืดหยุ่นกว่า ไม่จำเป็นต้องรอปีถัดไปหากพลาดรอบสมัครแรกของปี
- เลือกช่วงเวลาเรียนให้เหมาะกับการเตรียมตัวได้
- มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ มักมอบทุนการศึกษา ในทุกๆ Intake หลัก
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยและทุกสาขาวิชาจะเปิดครบทั้ง 3 Intake ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยโดยตรงเสมอ หรือทักพี่ๆ เอดูยัง ให้ช่วยดู Intake ที่เปิดรับในสาขานั้นๆ ได้เลย

Image : Unsplash
เปรียบเทียบ 3 Intakes หลักของมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย
1. February Intake รอบกุมภาพันธ์ (Semester 1)
เปิดเทอมใหญ่ ตัวเลือกหลักสูตรเพียบ ทุนการศึกษาเยอะ แคมปัสคึกคัก
จุดเด่นของรอบกุมภาพันธ์
- เป็นภาคการศึกษาหลัก คณะ/หลักสูตรเปิดมากที่สุด (สาขายอดฮิตอย่าง Medicine, Nursing, หรือสาย Health ต่างๆ มักเปิดเฉพาะรอบนี้)
- มีสัดส่วนโควตาทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติค่อนข้างหลากหลายกว่า
- กิจกรรมต้อนรับ Orientation นักเรียนใหม่จัดเต็ม เจอเพื่อนใหม่เยอะแน่นอน
เหมาะสำหรับใครบ้าง?
นักเรียนที่วางแผนยื่นเรียนต่อ ป.ตรี / ป.โท ที่เตรียมตัวเอกสารใบจบ ผลภาษา พร้อมสมัครเรียนตั้งแต่ปลายปี
ช่วงเวลาที่ควรเริ่มเตรียมตัว: July - September
2. July Intake รอบกรกฎาคม (Semester 2)
รอบกลางปีที่เข้ากับไทม์ไลน์ของนักเรียนไทย และมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น หลายคนเข้าใจผิดว่ารอบนี้เป็นรอบเล็ก แต่ในความเป็นจริง มหาวิทยาลัยชั้นนำจำนวนมากยังคงเปิดรับนักศึกษาต่างชาติในรอบนี้อย่างเต็มรูปแบบ
จุดเด่นของรอบกรกฎาคม
- มหาวิทยาลัยเปิดรับเกือบทุกสาขา การแข่งขันน้อยกว่ารอบ February เล็กน้อย
- Timeline พอดีกับเด็กไทย สำหรับน้องๆ ม.6 ที่จบช่วงมีนาคม-เมษายน หรือคนเรียนจบ ป.ตรี ช่วงต้นปี สามารถเตรียมเอกสารใบจบ ผลภาษา พร้อมสมัครเรียน ยื่นวีซ่า แล้วบินไปเรียนต่อรอบกรกฎาคมได้ทันที ทำให้ไม่มี Study Gap ยาวเกินไป
เหมาะสำหรับใครบ้าง?
เหมาะมากสำหรับน้องๆ ม.6 ที่จบจากโรงเรียนไทย, เด็กจบใหม่ ป.ตรี หรือวัยทำงานที่กำลังหาโอกาสอัปเกรดโปรไฟล์ ด้วยการเรียนต่อ ป.โท ที่ต้องการเวลาเพิ่มสำหรับสอบ IELTS หรือ PTE เตรียมเอกสาร และวางแผนค่าใช้จ่าย
ช่วงเวลาที่ควรเริ่มเตรียมตัว: January - April
3. September, October หรือ November Intake รอบปลายปี (Semester 3)
จริง ๆ แล้ว ช่วงนี้คือช่วง Summer Semester ของนักเรียนปัจจุบัน นักเรียนส่วนใหญ่จะพักเบรก หรือไม่ก็เก็บวิชาเรียนบางตัวที่เปิดสอน ในขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดรับนักเรียนใหม่ใน Semester 3 ด้วย
ข้อดีคือช่วยให้นักเรียนที่เตรียมเอกสาร หรือสอบภาษาเสร็จช่วงกลางปี ไม่ต้องเสียเวลารอไปจนถึงต้นปีถัดไป จำนวนนักเรียนในรอบนี้ไม่แน่นเท่า 2 รอบแรก การแข่งขันน้อยกว่า ซึ่งก็อาจทำให้เจอเพื่อนน้อยตาม และช้อยส์มหาวิทยาลัย/สาขาวิชา มีค่อนข้างจำกัด
เหมาะสำหรับใครบ้าง?
เหมาะกับนักเรียนที่เตรียมเอกสารและคะแนนภาษาพร้อมช่วงกลางปี และอยากเริ่มเรียนให้เร็วที่สุดภายในปีนั้นๆ หรือใครที่ที่อยากมาปรับตัวการใช้ชีวิตในออส แบบชิลๆ ก่อนเจอเพื่อนใหม่ เทอมหน้า
ช่วงเวลาที่ควรเริ่มเตรียมตัว: April - July
เลือก Intake ไหนดีที่สุด?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละบุคคล ลองดูเช็คลิสต์ ว่าเหมาะกับ Intake ไหน ตามนี้เลย!- เช็คหลักสูตร ทุนการศึกษา และมหาวิทยาลัยใจดวงใจ
- เช็คโปรไฟล์และคะแนนภาษาอังกฤษ พร้อมแล้วหรือยัง?
การสมัครเรียนต่อออสเตรเลีย นอกจากเอกสารการเรียน อย่าง ใบทรานสคริปต์, ใบจบการศึกษา แล้ว ผลคะแนนภาษาอังกฤษ เช่น IELTS หรือ PTE ก็เป็นอีกสิ่งสำคัญในการสมัครเรียน โดยทั่วไปแล้วมหาวิทยาลัยในออสเตรเลียส่วนใหญ่จะขอคะแนน Academic IELTS อยู่ที่ Overall 6.5 (แต่ในบางสาขาเช่น Nursing, Teaching, Social Work ใช้คะแนนอยู่ที่ overall 7.0)
หากคิดว่ายังต้องใช้เวลาเตรียมสอบ หรืออาจต้องสอบมากกว่า 1 ครั้ง การเลือกรอบที่มีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น เช่น July Intake ก็ช่วยลดความกดดันได้ไม่น้อย
ในกรณีที่หลายคนคะแนน IELTS ขาดไปนิดหน่อย (เช่น ได้ 6.0 แต่อยากเข้าคอร์สที่ใช้ 6.5) ทำให้ต้องลงคอร์สภาษาปรับพื้นฐานก่อน ยิ่งต้องวางแผนล่วงหน้าให้รอบคอบมากขึ้น เพื่อให้สามารถเข้าเรียนคอร์สมหา'ลัยใน Intake ที่เลือกไว้แต่ต้นได้
- เช็คระยะเวลาเตรียมตัวเอกสารและรอผลพิจารณาวีซ่านักเรียน
ปัจจุบัน ทางอิมมิเกรชันออสเตรเลีย มี ระบบจัดลำดับความสำคัญ (Visa Processing Priorities) ที่ชัดเจน ซึ่งไม่ได้พิจารณาแค่ตามคิว แต่จะพิจารณาตามคอร์สเรียน และสถาบันการศึกษา เซฟๆ เลยควรวางแผนและเตรียมตัวล่วงหน้า อย่างน้อย 4–6 เดือน ก่อนวันเปิดเทอมจริง
เตรียมตัวอย่างไร ไม่ให้ตุ๊บ Intake ที่ใช่?
การเรียนต่อออสเตรเลีย ยิ่งเริ่มวางแผนเร็ว ยิ่งได้เปรียบ! อย่าชะล่าใจรอให้มหาวิทยาลัยใกล้เปิดรับสมัครแล้วค่อยเริ่มขยับตัว เพราะขั้นตอนการเตรียมสอบภาษา การแปลเอกสาร และการอนุมัติวีซ่านักเรียนต้องใช้เวลา
ทักมาปรึกษาพี่ๆ เอดูยัง ทีมงานมืออาชีพด้านการเรียนต่อออสเตรเลีย ตั้งแต่เนิ่นๆ ให้ช่วยเช็คโปรไฟล์ ทุนการศึกษา มหาวิทยาลัย และหลักสูตร และวางไทม์ไลน์ให้ไม่พลาด

